สุขภาพผู้หญิง
สุขภาพของผู้หญิงเราต้องดูแลเป็นพิเศษ ต้องเอาใจใส่รักษาความสะอาด
10 สุดยอดอาหารดีท๊อกซ์
ช่วงเทศกาลวันหยุดเป็นช่วงเวลาแสนพิเศษ เราได้ใช้เวลาแห่งความสุขกับเพื่อนและครอบครัว รวมถึงการรับประทานอาหารแบบยั้งไม่อยู่ด้วย ทั้งเนื้อสัตว์ ขนมเค้ก หรือแอลกอฮอล์
โดย : www.msn.co.th
แต่ถึงตอนนี้เทศกาลได้ผ่านพ้นไปแล้ว สิ่งที่ได้รับนอกจากความสุขแล้วยังเป็นน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นด้วย คราวนี้จึงเป็นเวลาให้ร่างกายได้พักผ่อน และทำความสะอาดระบบในร่างกายด้วย LifestyleAsia แนะนำอาหารสุดยอดดีท๊อกซ์ 10 อันดับ
1.กระเทียม
กระเทียมมีวิตามินซี ซึ่งช่วยส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกันและตับ แต่ไม่ควรกินกระเทียมไปทั้งเม็ดเพราะมีเอ็มไซม์มากเกินไป ควรจะหั่นหรือซอยบางๆ ทิ้งไว้ 15 นาทีก่อนแล้วนำไปปรุง
2. น้ำมะนาว
เป็นแหล่งอาหารวิตามินซีสูง ช่วยขับสารพิษออกจากร่างกายและเผาผลาญไขมัน การดื่มน้ำมะนาว (แบบไม่ใส่น้ำตาล) ทุกเช้าจะช่วยกระตุ้นกระบวนการเผาผลาญในร่างกาย
3.ขิง
ขิงนอกจากจะเพิ่มรสชาติเผ็ดร้อนให้อาหารแล้วยังช่วยขับของเสียออกจากผิวหนัง ได้อีกด้วย ด้วยการนำขิงบดละเอียดพร้อมกับเกลืออาบน้ำลงในอ่างอาบน้ำร้อน หลังจากนั้นลงไปแช่ตัวให้นานเท่าที่ทำได้ เท่านี้จะเป็นการขับของเสียออกจากร่างกายได้อีกหนึ่งทาง
4. พืชใบเขียว
คลอโรฟิลล์จากพืชช่วยเรื่องการย่อยอาหาร ผลที่ตามมาคือร่างกายจะกำจัดของเสียได้ง่ายขึ้น ลองทานแบบสลัด ใส่ผักในซุป หรือจะผัดกับน้ำมันมะกอกแล้วแต่ตามเมนูที่ชอบ
5. ธัญญพืช
ข้าวโอ๊ตและขนมปังข้าวไรย์เป็นอาหารที่ทานกันตั้งนานแล้วแต่ถึงอย่างไร ธัญญพืชเหล่านนี้ยังเป็นอาหารที่มีประโยชน์มากด้วยเช่นกัน เพราะประกอบด้วยไพเบอร์ที่ดีต่อสุขภาพ
6. ชาเขียว
เรารู้กันดีอยู่ว่าการดื่มชาเขียวช่วยต่อต้านสารอนุมูลอิสระในร่างกาย นอกจากนี้สารคาเตชินที่มีอยู่ในชาเขียวยังช่วยเร่งการทำงานของตับและเพิ่ม การผลิตเอ็มไซม์เพื่อขจัดของเสียในร่างกาย
7. บีทรูท
ไฟเบอร์จากบีทรูทจะเพิ่มการผลิตเอ็มไซม์ต่อต้านอนุมูลอิสระในตับซึ่งจะช่วยตับและถุงน้ำดีกำจัดสารพิษอื่นๆ ออกจากร่างกาย
8. ผักกาด
มีคุณสมบัติช่วยทำความสะอาดตับ ลองทานน้ำซุปใส่ผักกาดหรือทานเป็นสลัดกับแอปเปิ้ลเพิ่มความกรุบกรอบให้รสชาติอาหาร
9. ผลอาร์ติโชค
ช่วยผลิตน้ำดี ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายย่อยอาหารเร็วขึ้นและดูดซึมวิตามินได้ง่ายขึ้น นอกจากจะนำใบมาปรุงเป็นอาหารต่างๆ แล้ว ลองทำชาอาร์ติโชคง่ายๆ ด้วยการนำใบวางไว้ในถ้วยแล้วเทน้ำร้อนผสมกับน้ำผึ้ง
10. ผลไม้สด
ไม่ว่าจะเป็นผลไม้ตระกูลเบอรี่ต่างๆ มะม่วง แอปเปิ้ลหรือผักสด ต่างอุดมด้วยไฟเบอร์ สารต้านอนุมูลอิสระ และวิตามิน ซึ่งจะช่วยให้ขับของเสียออกจากร่างกายเช่นกันที่มา : www.msn.co.th
-------------------------------------------------
12 อาหารเพื่อสุขภาพที่ดี "สวยตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า"
อาหารเพื่อสุขภาพที่ดีช่วยให้คุณสวยได้ ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้ากันเลยทีเดียว เพราะสุขภาพและความสวยจะเกิดขึ้นได้ต้องเริ่มจากภายในสู่ภายนอก
โดย : n3k
ฉะนั้นเรามาทาน อาหารเพื่อสุขภาพที่ดี กันดีกว่าค่ะ นอกจากได้สวยแล้วอาหารยังส่งผลที่ดีต่ออวัยวะในร่างกายให้ทำงานแข็งแรงและ เป็นปกติดีอีกด้วย นั้นเรามาดู 12 อาหารเพื่อสุขภาพที่ดี "สวยตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า" กันเลยดีกว่าค่ะ
ผมร่วง ผมบาง ต้องกินกล้วย เพราะอุดมด้วยวิตามินบีซึ่งช่วยบำรุงผมและป้องกันผมร่วงได้ดี ทั้งยังเป็นแหล่งรวมของโพแทสเซียม ช่วยเรื่องระบบย่อยอาหารและลดอาการท้องผูก
2. ข้าวกล้อง บำรุงสมอง
ปกติข้าวกล้องดีต่อสุขภาพเพราะมีจมูกข้าวและเยื่อหุ้มเมล็ดข้าวจึงมีทั้ง วิตามินบีรวม ฟอสฟอรัส แคลเซียม ธาตุเหล็ก กากใย ฯลฯ แต่ตอนนี้ที่กระแสรักสุขภาพมาแรงทำให้เกิดข้าวกล้องหอมมะลิเพาะงอกที่มีสาร กาบาสูง ซึ่งช่วยรักษาสมดุลสารสื่อสารลดความเครียดวิตกกังวลและป้องกันการเกิดโรค อัลไซเมอร์ได้อีกด้วย
3. นม บำรุงฟันและกระดูก
สารอาหารสำคัญในการสร้างกระดูกก็คือแคลเซียม ซึ่งพบได้มากในนมแถมยังเป็นแคลเซียมที่ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้ดีกว่าแหล่งอื่น ๆ
4. ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ บำรุงสายตา
ผลงานวิจัยชิ้นหนึ่งระบุว่าแอนโทไชยานิน (Antho-cyanin) ซึ่งเป็นสารเม็ดสีในเบอร์รี่ช่วยให้มองเห็นชัดในที่มืดหรือที่ที่มีแสงสลัว ๆ ได้ชัดเจนขึ้น และช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับเลนส์ตาและเส้นเลือดฝอยในลูกตาด้วย
5. อะโวคาโด บำรุงใบหน้า
แม้เป็นผลไม้ที่มีไขมันสูงแต่เป็นกรดไขมันโอเมก้า 9 ที่มีประโยชน์ ที่สำคัญวิตามินบีและอีในอะโวคาโดสามารถช่วยบำรุงผิว ทำให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์และปกป้องผิวจากรังสีต่าง ๆ ในแสงแดด
6. ปลาแซลมอน บำรุงหัวใจ
มีโปรตีนคุณภาพเพียบคอเลสเตอรอลและไขมันอิ่มตัวต่ำมีไขมันชนิดดีอย่างโอเม ก้า 3 สูง ซึ่งช่วยลดโอกาสการเกิดลิ่มเลือดอุดตันเส้นเลือดและภาวะหัวใจเต้นไม่เป็น จังหวะ ลดไขมันไตรกลีเซอไรด์ ชะลอการเติบโตของคราบไขมันในเส้นเลือด
7. น้ำมันมะกอก บำรุงหลอดเลือด
มีไขมันชนิดดี (HDL) อยู่สูงจึงช่วยขนถ่ายคอเลสเตอรอลจากเซลล์เข้าสู่ตับ เพื่อเผาผลาญจึงไม่มีไขมันสะสมที่สำคัญช่วยป้องกันการเกาะตัวของคอเลสเตอรอล ที่บริเวณเยื่อบุผนังหลอดเลือดทำให้เลือดไหลเวียนได้สะดวกไม่เกิดเป็นเส้น เลือดอุดตัน
8. กะหล่ำปลี บำรุงทรวงอก
งานวิจัยของสมาคมเพื่อการวิจัยมะเร็งของสหรัฐพบว่า ผู้หญิงโปแลนด์ที่กินกะหล่ำปลีทั้งสดและดองอย่างน้อยสัปดาห์ละ 4 ครั้ง มีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมลดลงถึง 75%
9. ชาเขียว บำรุงกระเพาะอาหาร
ผลการวิจัยพบว่า ชาเขียวสามารถลดอัตราการเป็นมะเร็งของอวัยวะต่าง ๆ ได้ดี โดยเฉพาะมะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งปอดมะเร็งลำไส้ และมะเร็งตับ นอกจากนี้ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระประเภทฟลาโวนอยด์ที่ทรงพลังหลายชนิดดื่ม แล้วจึงสวยใสพร้อมสุขภาพดี
10. พริกหยวก บำรุงเล็บ
พริกหวานหลากสีสันล้วนอุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันและกระตุ้นการเผาผลาญให้กับร่างกาย นอกจากนี้น้ำฉ่ำ ๆ จากพริกหยวกยังช่วยให้สุขภาพเล็บแข็งแรงด้วย
11. ถั่ว บำรุงลำไส้ใหญ่
เป็นอาหารอีกประเภทที่มีโปรตีนสารต้านอนุมูลอิสระและเส้นใยสูงมากจึงสามารถ ช่วยจัดสมดุลของระบบขับถ่ายได้เป็นอย่างดี ทำให้ช่วยลดโอกาสเกิดมะเร็งลำไส้ได้
12. ผักโขม บำรุงกระดูก
ผักโขมยังอุดมด้วยวิตามินเคที่ช่วยเสริมสร้างความหนาแน่ของกระดูก จึงช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุนได้เป็นอย่างดีและลดความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูก หักด้วย
รู้แล้วก็อย่าลืมเพิ่มอาหารเหล่านี้เข้าไปในแต่ละมื้ออาหารจะได้สุขภาพดีศีรษะจรดปลายเท้าเลยนะคะ
ที่มา : n3k
โดย : n3k
ฉะนั้นเรามาทาน อาหารเพื่อสุขภาพที่ดี กันดีกว่าค่ะ นอกจากได้สวยแล้วอาหารยังส่งผลที่ดีต่ออวัยวะในร่างกายให้ทำงานแข็งแรงและ เป็นปกติดีอีกด้วย นั้นเรามาดู 12 อาหารเพื่อสุขภาพที่ดี "สวยตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า" กันเลยดีกว่าค่ะ
12 อาหารเพื่อสุขภาพที่ดี
1. กล้วย บำรุงเส้นผมผมร่วง ผมบาง ต้องกินกล้วย เพราะอุดมด้วยวิตามินบีซึ่งช่วยบำรุงผมและป้องกันผมร่วงได้ดี ทั้งยังเป็นแหล่งรวมของโพแทสเซียม ช่วยเรื่องระบบย่อยอาหารและลดอาการท้องผูก
2. ข้าวกล้อง บำรุงสมอง
ปกติข้าวกล้องดีต่อสุขภาพเพราะมีจมูกข้าวและเยื่อหุ้มเมล็ดข้าวจึงมีทั้ง วิตามินบีรวม ฟอสฟอรัส แคลเซียม ธาตุเหล็ก กากใย ฯลฯ แต่ตอนนี้ที่กระแสรักสุขภาพมาแรงทำให้เกิดข้าวกล้องหอมมะลิเพาะงอกที่มีสาร กาบาสูง ซึ่งช่วยรักษาสมดุลสารสื่อสารลดความเครียดวิตกกังวลและป้องกันการเกิดโรค อัลไซเมอร์ได้อีกด้วย
3. นม บำรุงฟันและกระดูก
สารอาหารสำคัญในการสร้างกระดูกก็คือแคลเซียม ซึ่งพบได้มากในนมแถมยังเป็นแคลเซียมที่ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้ดีกว่าแหล่งอื่น ๆ
4. ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ บำรุงสายตา
ผลงานวิจัยชิ้นหนึ่งระบุว่าแอนโทไชยานิน (Antho-cyanin) ซึ่งเป็นสารเม็ดสีในเบอร์รี่ช่วยให้มองเห็นชัดในที่มืดหรือที่ที่มีแสงสลัว ๆ ได้ชัดเจนขึ้น และช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับเลนส์ตาและเส้นเลือดฝอยในลูกตาด้วย
5. อะโวคาโด บำรุงใบหน้า
แม้เป็นผลไม้ที่มีไขมันสูงแต่เป็นกรดไขมันโอเมก้า 9 ที่มีประโยชน์ ที่สำคัญวิตามินบีและอีในอะโวคาโดสามารถช่วยบำรุงผิว ทำให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์และปกป้องผิวจากรังสีต่าง ๆ ในแสงแดด
มีโปรตีนคุณภาพเพียบคอเลสเตอรอลและไขมันอิ่มตัวต่ำมีไขมันชนิดดีอย่างโอเม ก้า 3 สูง ซึ่งช่วยลดโอกาสการเกิดลิ่มเลือดอุดตันเส้นเลือดและภาวะหัวใจเต้นไม่เป็น จังหวะ ลดไขมันไตรกลีเซอไรด์ ชะลอการเติบโตของคราบไขมันในเส้นเลือด
7. น้ำมันมะกอก บำรุงหลอดเลือด
มีไขมันชนิดดี (HDL) อยู่สูงจึงช่วยขนถ่ายคอเลสเตอรอลจากเซลล์เข้าสู่ตับ เพื่อเผาผลาญจึงไม่มีไขมันสะสมที่สำคัญช่วยป้องกันการเกาะตัวของคอเลสเตอรอล ที่บริเวณเยื่อบุผนังหลอดเลือดทำให้เลือดไหลเวียนได้สะดวกไม่เกิดเป็นเส้น เลือดอุดตัน
8. กะหล่ำปลี บำรุงทรวงอก
งานวิจัยของสมาคมเพื่อการวิจัยมะเร็งของสหรัฐพบว่า ผู้หญิงโปแลนด์ที่กินกะหล่ำปลีทั้งสดและดองอย่างน้อยสัปดาห์ละ 4 ครั้ง มีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมลดลงถึง 75%
9. ชาเขียว บำรุงกระเพาะอาหาร
ผลการวิจัยพบว่า ชาเขียวสามารถลดอัตราการเป็นมะเร็งของอวัยวะต่าง ๆ ได้ดี โดยเฉพาะมะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งปอดมะเร็งลำไส้ และมะเร็งตับ นอกจากนี้ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระประเภทฟลาโวนอยด์ที่ทรงพลังหลายชนิดดื่ม แล้วจึงสวยใสพร้อมสุขภาพดี
10. พริกหยวก บำรุงเล็บ
พริกหวานหลากสีสันล้วนอุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันและกระตุ้นการเผาผลาญให้กับร่างกาย นอกจากนี้น้ำฉ่ำ ๆ จากพริกหยวกยังช่วยให้สุขภาพเล็บแข็งแรงด้วย
11. ถั่ว บำรุงลำไส้ใหญ่
เป็นอาหารอีกประเภทที่มีโปรตีนสารต้านอนุมูลอิสระและเส้นใยสูงมากจึงสามารถ ช่วยจัดสมดุลของระบบขับถ่ายได้เป็นอย่างดี ทำให้ช่วยลดโอกาสเกิดมะเร็งลำไส้ได้
12. ผักโขม บำรุงกระดูก
ผักโขมยังอุดมด้วยวิตามินเคที่ช่วยเสริมสร้างความหนาแน่ของกระดูก จึงช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุนได้เป็นอย่างดีและลดความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูก หักด้วย
รู้แล้วก็อย่าลืมเพิ่มอาหารเหล่านี้เข้าไปในแต่ละมื้ออาหารจะได้สุขภาพดีศีรษะจรดปลายเท้าเลยนะคะ
ที่มา : n3k
----------------------------------------------------------------
มีสาวๆหลายคนที่ชอบกินแป้งเป็นชีวิตจิตใจ แต่ก็ยังห่วงเรื่องความสวยฟังทางนี้เลย เรามีวิธีกินแป้งให้ไม่อ้วนมาฝากค๊า
โดย : ประชาชาติธุรกิจ
โดย : ประชาชาติธุรกิจ
สำหรับคุณผู้หญิงที่อยาก กินไม่อ้วน วันนี้เราก็มีคำแนะนำให้คุณได้ลดความอ้วนหรือลดน้ำหนักได้อย่างสมใจแถมยัง ได้ทานแป้งได้ตามใจคุณอีกด้วยนะ ฮันแน่อยากรู้วิธี กินไม่อ้วน กันแล้วใช่ไหมล่ะค่ะ นั้นเรามาดูนำแนะนำในการบริโภค "แป้ง" กินไม่อ้วน "ทำได้นะ!!" กันเลยดีกว่าค่ะ แล้วอย่าลืมนำ วิธีกินไม่อ้วน ไปใช้กันด้วยนะค่ะ
การลดน้ำหนักที่ถูกที่สุดและปลอดภัยที่สุดคือ การทานอาหารครบทุกมื้อครบทุกหมู่ในปริมาณที่พอเหมาะ ควบคู่กับการออกกำลังกายอย่างสมดุล ไม่ใช่การหยุดทานแป้งหรือขยาดแป้งชนิดปฏิเสธเสียงแข็งชาตินี้จะไม่ทานแป้ง อีกเลย เพราะถ้าทำเช่นนั้นโรคขาดสารอาหารจะจ่อคิวรอแม้ว่าน้ำหนักจะลดได้จริง
การที่คุณไม่ทานแป้งเลยแล้วทานอาหารน้อยเกินไปจะส่งผลเสียเสมือนคอมพิวเตอร์ เข้าสู่ Save Mode พอน้ำหนักลดลงได้ก็หนีไม่พ้นอาการโหยหาแป้ง น้ำตาลและขนมหวานทำให้กลับมาอ้วนได้อีกอย่างง่ายดายและรวดเร็วแบบตั้งรับแทบ ไม่ทัน
ดังนั้นถ้ากลัวอ้วนก็ต้องระมัดระวังอย่าตามใจปากและควรเลือกทานแป้งและ น้ำตาลที่มีดัชนีไกล ซีมิกต่ำดัชนีนี้เป็นตัววัดว่าอาหารพวกแป้งและน้ำตาลนี้จะมีผลต่อระดับของ กลูโคสในเลือดอย่างไร หากมีค่าไกลซีมิกสูงเท่าไรระดับกลูโคสในเลือดก็เพิ่มขึ้นเร็วเท่านั้น
โดยปกติกลูโคสจะถือว่ามีค่าไกลซีมิกอยู่ที่ 100 ส่วนแป้งและน้ำตาลอื่น ๆ ก็มีค่าน้อยลงลดหลั่นลงมา หากอาหารที่มีค่าไกลซีมิกต่ำกว่า 55 ถือว่ามีค่าไกลซีมิกต่ำ ส่วนระดับ 55 - 70 จัดว่ามีค่าอยู่ในขั้นปานกลางและระดับที่สูงกว่า 70 จัดอยู่ในขั้นสูง ดังนั้น หากไม่อยากให้เกิดระดับกลูโคสในเลือดสูงเกินไปก็ให้เลือกทานแป้งและน้ำตาล ที่มีค่าไกลซีมิกต่ำไว้ก่อน
การที่คุณไม่ทานแป้งเลยแล้วทานอาหารน้อยเกินไปจะส่งผลเสียเสมือนคอมพิวเตอร์ เข้าสู่ Save Mode พอน้ำหนักลดลงได้ก็หนีไม่พ้นอาการโหยหาแป้ง น้ำตาลและขนมหวานทำให้กลับมาอ้วนได้อีกอย่างง่ายดายและรวดเร็วแบบตั้งรับแทบ ไม่ทัน
ดังนั้นถ้ากลัวอ้วนก็ต้องระมัดระวังอย่าตามใจปากและควรเลือกทานแป้งและ น้ำตาลที่มีดัชนีไกล ซีมิกต่ำดัชนีนี้เป็นตัววัดว่าอาหารพวกแป้งและน้ำตาลนี้จะมีผลต่อระดับของ กลูโคสในเลือดอย่างไร หากมีค่าไกลซีมิกสูงเท่าไรระดับกลูโคสในเลือดก็เพิ่มขึ้นเร็วเท่านั้น
โดยปกติกลูโคสจะถือว่ามีค่าไกลซีมิกอยู่ที่ 100 ส่วนแป้งและน้ำตาลอื่น ๆ ก็มีค่าน้อยลงลดหลั่นลงมา หากอาหารที่มีค่าไกลซีมิกต่ำกว่า 55 ถือว่ามีค่าไกลซีมิกต่ำ ส่วนระดับ 55 - 70 จัดว่ามีค่าอยู่ในขั้นปานกลางและระดับที่สูงกว่า 70 จัดอยู่ในขั้นสูง ดังนั้น หากไม่อยากให้เกิดระดับกลูโคสในเลือดสูงเกินไปก็ให้เลือกทานแป้งและน้ำตาล ที่มีค่าไกลซีมิกต่ำไว้ก่อน
อาหารที่มีค่าไกลซีมิกต่ำ ๆ เช่น พวกแป้งและน้ำตาลที่อยู่ในถั่วโดยส่วนใหญ่น้ำตาลในผลไม้ ข้าวซ้อมมือ พาสต้า หรือสปาเก็ตตี้ ส่วนอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาลที่ต้องระวังเป็นพิเศษคือพวกที่มีค่าไกลซีมิ กสูงเช่น ขนมปัง (แม้แต่โฮลวีทที่มีวิตามินเยอะ) วัฟเฟิล แครกเกอร์ ข้าวขัดขาว มันฝรั่ง ไม่ว่าจะเป็นมันฝรั่งทอดหรืออบ
กรณีศึกษาที่เห็นได้ชัดคือคนชาวพื้นเมืองของอเมริกันที่แต่เดิมทานพวกหัว เผือกหัวมัน ถั่ว ข้าวโพด อาหารที่มีเส้นใย ผลไม้ ซึ่งมีค่าไกลซีมิกต่ำ แต่เมื่อเปลี่ยนมาทานอาหารแบบคนเมือง คือ อาหารจานด่วน น้ำอัดลม ขนมอบต่าง ๆ ปรากฎว่ากลายเป็นคนอ้วนไปตาม ๆ กัน พร้อมทั้งมีปัญหาโรคเบาหวานมากขึ้น ดังนั้นไม่ถึงกับต้องงดหรือลดการทานแป้งและน้ำตาลเสียเลยแต่ให้เลือกพวกที่ มีค่าไกลซีมิกต่ำเป็นหลัก
ร่างกายต้องการพลังงงานเพื่อนำมาเผาผลาญเพื่อใช้ระหว่างกันอยู่แล้ว จึงไม่ต้องเป็นกังวลเรื่องทานแป้งโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับอาหารมื้อเช้าและ แม้ว่าต้องการลดความอ้วน ร่างกายควรได้รับแป้งประมาณ 60 - 80 กรัมต่อวัน ในขณะที่คนที่ไม่ต้องการลดน้ำหนักสามารถทานแป้งได้ถึง 300 กรัมต่อวัน
นอกจากนี้การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยวันละ 30 นาที จะช่วยให้ร่างกายดึงพลังงานสะสมที่อยู่ในรูปไขมันออกมาใช้ เพราะการออกกำลังกายจะไปกระตุ้นตับอ่อนให้ผลิตฮอร์โมนอีกชนิดหนึ่งคือ กลูคากอนมีหน้าที่ในการรักษาระดับของกลูโคสในเลือดไม่ให้ต่ำเกินไป โดยการสลายไกลโครเจนที่สะสมไว้เป็นกลูโคส รวมไปถึงการเอาไขมันที่สะสมมาใช้ด้วย
ไม่ต้องกลัวอ้วนอีกต่อไปแถมยังไม่ขาดสารอาหารแค่เลือกทานแป้งให้ถูกชนิดใน สัดส่วนและปริมาณที่เหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย เพราะนอกจากรูปร่างที่ดีแล้วสุขภาพที่ดีย่อมเป็นที่ปรารถนาของทุกคน
ที่มา : n3k
---------------------------------------------------------------
กลูตาไธโอน ช่วยให้ขาวได้จริงหรือ
โดย : มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค
โดยการต่อต้านอนุมูลอิสระที่สะสมอยู่ตามส่วนต่างๆ และกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย ที่สำคัญยังช่วยตับในการทำลายและขจัดสารพิษออกจากร่างกาย เช่น ตัวยาหรือสารพิษที่ไม่ละลายน้ำ เมื่อรวมตัวกับสารกลูตาไธโอน จะช่วยให้ละลายน้ำได้และถูกกำจัดออกจากร่างกายได้ในที่สุด สารพิษจำพวกโลหะหนักหรือสารกำจัดแมลง สามารถถูกขจัดออกจากร่างกายได้โดยการทำงานของกลูตาไธโอนร่วมกับตับ
สารกลูตาไธโอนยังมีหน้าที่สำคัญอีกมากมายในร่างกาย เช่น สังเคราะห์โปรตีน ช่วยให้เม็ดเลือดแดงมีความแข็งแรง ช่วยเร่งการซึมผ่านของสารอาหารเข้าสู่เซลล์ ช่วยปกป้องดีเอ็นเอของเซลล์ไม่ให้ถูกทำลาย ซึ่งเป็นการป้องกันการเกิดมะเร็งนั่นเอง
การใช้ประโยชน์ทางการแพทย์
สารกลูตาไธโอนมีการนำมาใช้เป็นยารักษาโรคเกี่ยวกับระบบเส้นประสาทบกพร่อง เช่น โรคพาร์กินสัน โรคอัลไซเมอร์หรือโรคสมองเสื่อม โรคปลายเส้นประสาทอักเสบ มะเร็งกระเพาะ และมะเร็งต่อมลูกหมาก โดยได้รับการรับรองให้ใช้เป็นยามามากกว่า 30 ปี การรักษามักจะให้โดยการฉีดเข้าเส้นหรือเข้าที่กล้ามเนื้อ อาการข้างเคียงของยาดังกล่าวตอนนี้ยังไม่พบ แต่อย่างไรก็ตามพบว่า สารกลูตาไธโอนมีผลข้างเคียงในการยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส ซึ่งทำให้เม็ดสีของผิวหนังเปลี่ยนจากเม็ดสีน้ำตาลดำเป็นเม็ดสีชมพูขาว ผลข้างเคียงนี้จึงทำให้มีการแตกตื่นและนำกลูตาไธโอนมาเตรียมเป็นยาเม็ดเพื่อ ใช้เป็นอาหารเสริม เพื่อชะลอวัย และหวังผลให้ผิวขาวใสหรือผิวขาวอมชมพู
ยาเม็ดกลูตาไธโอน ได้ผลจริงหรือ ?
ในวงการของอาหารเสริม มีการนำสารกลูตาไธโอนมาทำเป็นยาเม็ดในขนาดความแรงต่างๆ กัน เพื่อใช้ในการรับประทานเป็นอาหารเสริม โดยหวังผลว่า จะสามารถเสริมและทดแทนปริมาณกลูตาไธโอนที่ร่างกายมีไม่พอหรือบกพร่องไป อันเนื่องมาจากสาเหตุของโรคต่างๆ
จากการรวบรวมข้อมูลพบว่า สารกลูตาไธโอนจะไม่สามารถถูกดูดซึมจากกระเพาะอาหารได้ เพราะจะถูกย่อยสลายและขับออกทางลำไส้ ดังนั้นการรับประทานยาเม็ดกลูตาไธโอนจึงไม่ได้รับประโยชน์เลย ไม่ว่าจะกินครั้งละหลายๆ เม็ดหรือในขนาดที่สูงมากๆ ก็ตาม
กลูตาไธโอนช่วยให้ผิวขาวได้จริงหรือ?
ตามที่ได้กล่าวไปข้างต้น อาการข้างเคียงอันไม่พึงประสงค์ของการใช้ยากลูตาไธโอนคือ การยับยั้งการสร้างเซลล์เม็ดสีให้ผิวหนัง รวมทั้งการเปลี่ยนเม็ดสีที่สร้างขึ้นจากสีน้ำตาลดำเป็นเม็ดสีชมพูขาว จึงมีการคิดนำเอาสารชนิดนี้มาใช้เป็นอาหารเสริมโดยหวังว่า จะสามารถเสริมและเพิ่มความเข้มข้นของกลูตาไธโอนในกระแสเลือดให้มากๆ เพื่อหวังผลให้ผิวหน้าขาวอมชมพู แต่ในความเป็นจริงยาเม็ดที่เป็นอาหารเสริมนั้น ทานมากเท่าไหร่ก็จะไม่ได้ผล เพราะสารชนิดนี้จะถูกย่อยสลายและกำจัดออกจากร่างกาย ไม่ถูกดูดซึม แพทย์หลายสำนักจึงได้มีการดัดแปลงโดยทำการฉีดเข้าเส้นหรือเข้ากล้ามเนื้อ เช่นเดียวกับการรักษาโรคต่างๆ อย่างไรก็ตามอาการข้างเคียงของผิวขาวเป็นอาการชั่วคราวเท่านั้น จึงไม่ควรใช้ยานี้ในทางที่ผิด
ภาวะที่ร่างกายขาดกลูตาไธโอน
เนื่องจากสารดังกล่าวร่างกายสร้างได้เอง แต่สภาวะที่ร่างกายอาจขาดหรือมีกลูตาไธโอนไม่เพียงพอ เช่น เมื่อร่างกายมีโรคแทรกซ้อน ทำให้กลูตาไธโอนลดน้อยลงด้วยสาเหตุการถูกทำลายด้วยยารักษาหรือด้วยตัวโรคเอง หากร่างกายขาดหรือมีกลูตาไธโอนน้อย จะมีผลทำให้เกิดโรคตับอักเสบง่าย ทำให้ตับทำงานได้ไม่เต็มที่ มีโอกาสในการเกิดภาวะแทรกซ้อนของระบบทางเดินหายใจ โรคหืด ผู้ที่มีกรรมพันธุ์เกี่ยวกับความบกพร่องของกลูตาไธโอนมักจะมีปัญหาโรคแทรก ซ้อนทางระบบประสาท ผู้ที่ป่วยด้วยโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือโรคเอดส์ ปริมาณกลูตาไธโอนในระบบเลือดจะต่ำมากๆ ผู้ที่สูบบุหรี่จัดก็เช่นกัน ดังนั้นบุคคลเหล่านี้จะเกิดโรคแทรกซ้อนได้ง่าย
กลูตาไธโอนในธรรมชาติ
พบมากในผลไม้ ได้แก่ แตงโม สตรอเบอรี่ องุ่น ผลอโวกาโด ส่วนในผักพบมากใน หน่อไม้ฝรั่ง สำหรับเนื้อสัตว์จะพบได้ใน ปลา และเนื้อแดง เช่น เนื้อหมู เนื้อวัว ดังนั้นควรเลือกรับประทานจากธรรมชาติดีกว่าที่จะหลงไปใช้สารนี้อย่างผิดๆ และขาดความเข้าใจ
ที่มา : มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค
--------------------------------------------------------------------
สุขภาพทั่วไป
นั่งนาน ๆ ระวังโรค DVT ถามหา
หนุ่ม ๆ สาว ๆ สมัยนี้ ยากเสียจริง ๆ เลยที่จะผละออกไปหน้าจอคอมพิวเตอร์ได้ เพราะหากคุณไม่ยอมลุกไปไหน เอาแต่นั่งอยู่ที่เดิมนาน ๆ นอกจากจะเสี่ยงเป็นโรคยอดฮิตได้โดย : kapook
โรค DVT หรือ Deep Venous Thrombosis ก็คือ โรคหลอดเลือดดำส่วนลึกอุดตัน หรืออีกชื่อหนึ่งที่เราคุ้นเคยก็คือ "กลุ่มอาการเครื่องบินชั้นประหยัด" (Economy Class Syndrome) ซึ่ง เกิดจากการนั่งเครื่องบินในระยะทางไกล ๆ โดยเฉพาะชั้นที่นั่งราคาประหยัด ที่มีพื้นที่คับแคบ แล้วไม่ได้ขยับร่างกาย หรือลุกเปลี่ยนอิริยาบถเลย ทำให้เลือดแข็งตัวเป็นก้อน จนกลายเป็นเลือดข้นอยู่ในหลอดเลือดดำ
โดยโรค DVT นี้ถูกค้นพบโดยนักวิจัย ที่ได้ข้อมูลมาจากชายวัย 32 ปีผู้หนึ่ง ซึ่งต้องนั่งทำงานอยู่หน้าเทอร์มินัลคอมพิวเตอร์ประมาณ 18 ชั่วโมงต่อวันมานาน จนกระทั่งวันหนึ่งเขาต้องเข้าโรงพยาบาล เพราะอาการเลือดจับตัวเป็นก้อน โดยเริ่มจากบริเวณขาของเขาก่อนที่จะแตกกระจายไปยังปอดทั้งสอง จนเกิดอาการโคม่า ต้องรีบรักษาเป็นการด่วน จากเหตุการณ์นี้ ทำให้ผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายเริ่มหันมาใส่ใจกับโรคนี้กันมากขึ้น
และแน่นอน ว่า อาการหลอดเลือดดำอุดตัน ของ โรค DVT ไม่ได้เกิดกับพนักงานออฟฟิศ ที่ต้องนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานเป็นเวลานาน หรือผู้โดยสารบนเครื่องบินชั้นประหยัดเที่ยวบินไกล ๆ เท่านั้น แต่คนที่มีอิริยาบถนั่งตลอดเวลาเป็นเวลานาน ๆ ไม่ว่าจะทำอะไร อาชีพไหนก็มีความเสี่ยงไม่แพ้กัน อย่างเช่น
พนักงานขับรถแท็กซี่ รถโดยสารประจำทาง นักบิน
ผู้เข้าชมภาพยนตร์เรื่องยาว ละครเวที คอนเสิร์ต
ผู้ที่นั่งไขว่ห้างเป็นเวลานาน ๆ
ผู้ป่วยอัมพาต ที่ไม่สามารถขยับตัวไปมาได้
ผู้ป่วยที่ต้องพักฟื้นหลังผ่าตัด รวมทั้งมารดาที่้ต้องนอนพักฟื้นหลังคลอดบุตร
ผู้ที่ต้องเข้าเฝือก
ผู้ที่ป่วยเป็นโรคมะเร็ง และโรคพันธุกรรมบางโรค
ฯลฯ
นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญยังตั้งข้อสังเกตว่า ผู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กจะเสี่ยงต่ออาการผิดปกตินี้ถึง 2 เท่า โดยเฉพาะผู้ที่ต้องนั่งทำงานกับคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กบนเครื่องชั้นประหยัด
อาการของ โรค DVT
ถ้าหากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงข้างต้น ต้องรีบมาทำความรู้จักอาการของ โรค DVT โดยเร็ว เพื่อสำรวจดูว่า คุณเข้าข่ายเป็น โรค DVT หรือไม่ นั่นก็คือ หากนั่งนาน ๆ จะเกิดอาการปวดชาที่ขา เท้าจะบวมแดง ซึ่งมักจะบวมข้างเดียว บางรายอาจจะเห็นเส้นเลือดโปงพอง อาจจะมีอาการปวดกล้ามเนื้อหรือเป็นตะคริว
ทั้งหมดนี้ สาเหตุเกิดจากการไม่ลุกไปไหนมาไหนเลย ทำให้เลือดที่เคยไหลเวียนได้สะดวก ๆ เกิดการจับตัวเป็นลิ่ม เป็นก้อน มาคั่งอยู่ที่บริเวณเส้นเลือดดำตรงส่วนขา แล้วไหลเข้าไปตามกระแสเลือด ซึ่งอาจไปอุดตันตามอวัยวะที่สำคัญ เช่น ปอด หัวใจ ฯลฯ ทำให้เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ดังนั้น ใครที่มีอาการชา บวมแดงที่ขาหรือเท้า ต้องรีบลุกยืดเส้นยืดสายโดยพลัน
และ นอกจากโรค DVT หรือ Economy Class Syndrome แล้ว ผู้ที่นั่งนาน ๆ ยังควรระวังอาการ Travelers Stroke อีกด้วย ซึ่งเป็นอาการที่เกิดร่วมกับ โรค DVT โดยหลังจากที่เลือดที่จับตัวเป็นลิ่ม ไหลเข้าไปอุดตันหลอดเลือดที่ปอด แล้ว หากเกิดหลุดไปถึงหลอดเลือดแดงในสมอง ผ่านทางช่องเปิดที่ผนังกั้นห้องหัวใจ ก็อาจทำให้มีอาการใบหน้าบิดเบี้ยว พูดลิ้นแข็ง แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก จนเป็นอัมพฤกษ์ได้เลยทีเดียว
การรักษาโรค DVT
หากแพทย์ตรวจพบว่า ผู้ป่วยเป็น โรค DVT แพทย์จะรับตัวไว้ในโรงพยาบาล และให้ยารักษาอาการ รวมทั้งให้ยาป้องกันลิ่มเลือดแข็งตัว
วิธีป้องกัน โรค DVT
เห็นความน่ากลัวของ โรค DVT กันไปแล้ว มาดูวิธีป้องกันกันดีกว่า ง่ายที่สุดก็คือ หากนั่งนาน ๆ ไม่ว่าจะนั่งทำงาน หรือเล่นเกม ควรยืดเส้นยืดสายบ้าง ทุก ๆ ชั่วโมง และควรลุกขึ้นเดินทุก ๆ 2 ชั่วโมง ไม่ควรนั่งไขว้ขา
หากหลีกเลี่ยงการนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์นาน ๆ ไม่ได้ อย่างน้อยให้พยายามกระดิกนิ้วเท้าและข้อเท้าไว้ เพื่อให้เลือดไหลเวียนบ้าง
ควรดื่มน้ำมาก ๆ ขณะนั่งทำงาน เพื่อจะได้เป็นการบังคับให้ตัวเองลุกขึ้นไปเข้าห้องน้ำ จะได้ยืดเส้นยืดสายไปในตัว
ควบคุมน้ำหนักตัวเอง อย่าให้อ้วน เพราะความอ้วนเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงต่ออาการเส้นเลือดอุดตันได้
ไม่ควรสวมเสื้อผ้า หรือเครื่องประดับที่รัด จะทำให้การไหลเวียนภายในเส้นเลือดดำไม่สะดวก เพิ่มโอกาสเกิดลิ่มเลือดได้
ส่วนผู้ที่ต้องใช้เวลาเดินทางบนเครื่องบินเป็นเวลาหลายชั่วโมง ก็มีข้อแนะนำว่า
ก่อนออกเดินทางให้เลือกใส่เสื้อผ้าหลวม ๆ สบาย ๆ ผู้หญิงไม่ควรสวมถุงน่อง
ควรเลือกที่นั่งใกล้ ๆ ทางเดินไว้ เพราะจะมีพื้นที่ว่างให้เหยียดแข้งเหยียดขา พอแก้อาการเมื่อยเนื้อเมื่อยตัวได้
ให้ รับประทานยาแอสไพริน วันละครึ่งเม็ด ก่อนเดินทาง 2 วัน และทานอีกครึ่งเม็ด เมื่ออยู่บนเครื่อง เพราะจะช่วยทำให้เกล็ดเลือดไม่จับตัวเป็นลิ่ม เป็นก้อนได้
ไม่ควรดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ชา กาแฟ หรืออาหารรสเค็มจัด ให้ดื่มน้ำสะอาดให้มาก ๆ
หมั่น บริหารขาโดยยื่นเท้าทั้ง 2 ข้างออกไป ยกขึ้นสูง เท่าที่จะยกได้ เหยียดนิ้วเท้ากางออกสัก 3 วินาที แล้วยกเท้าลง เหยียดนิ้วเท้าชี้ลงพื้นดินอีก 3 วินาที ก็จะช่วยบรรเทาอาการเมื่อยขบได้
หมั่นเปลี่ยนอิริยาบถบ่อย ๆ และที่สำคัญไม่ควรนั่งไขว่ห้าง ที่จะทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก
ลองใช้ถุงเท้าพันรอบขา เพื่อให้ถุงเท้าออกแรงบีบกล้ามเนื้อขา จะช่วยไล่เลือดจากขากลับไปยังหัวใจ ป้องการอาการลิ่มเลือดอุดตันได้
ผู้ที่เคยมีประวัติเป็นลิ่มเลือดอุดตันมาก่อน แพทย์อาจให้ยาป้องกันการเกิดลิ่มเลือดอุดตันไว้ก่อนเดินทาง
รู้จักโรค DVT กันแล้ว หากใครต้องนั่งเครื่องบิน หรือมีพฤติกรรมที่ต้องนั่งนาน ๆ โดยที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็หาเวลาลุกไปยืดเส้นยืดสายกันหน่อยดีกว่า โรค DVT จะได้ไม่มาถามหาให้กวนใจ
ที่มา : kapook
--------------------------------------------------------------------
ครที่ชอบทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ไป เล่นเกมไป กินอาหารไป ระวังจะอ้วนไม่รู้ตัวนะ
โดย : sanook
คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยบริสตอล ประเทศอังกฤษ เปิดเผยผลการวิจัยที่ค้นพบว่า การรับประทานอาหารขณะเล่นเกม หรือทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ จะทำให้เรามีแนวโน้มรับประทานอาหารได้มากขึ้น และทำให้อ้วนได้อย่างไม่รู้ตัวโดย : sanook
โดยรายงานระบุว่า การวิจัยได้แบ่งการทดลองออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกให้ผู้เข้าร่วมการทดลองเล่นเกมไพ่บนคอมพิวเตอร์ พร้อม ๆ กับทานอาหารกลางวันที่มีเมนูอาหาร 9 อย่าง ขณะที่ผู้เข้าร่วมการทดลองกลุ่มที่ 2 ให้ทานอาหารกลางวันประเภทเดียวกัน แต่ให้ทานอย่างเดียว ไม่ได้ทำอะไรอย่างอื่นควบคู่ไปด้วย
ผลการทดลองปรากฎว่า กลุ่มที่ทานอาหารไปด้วย เล่นเกมไปด้วย จะไม่ค่อยรู้สึกอิ่มแม้ทานอาหารกลางวันแล้ว โดยพวกเขายังสามารถทานช็อกโกแลต บิสกิต ขนมต่าง ๆ ได้อีก ต่างกับกลุ่มที่ไม่ได้เล่นเกมหน้าคอมพิวเตอร์
นอกจากนี้กลุ่มที่เล่นเกมไปด้วย กินไปด้วย ยังจำไม่ค่อยได้ว่า พวกเขากินอะไรเข้าไปบ้าง ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ให้เหตุผลว่า ที่ เป็นเช่นนี้เพราะพวกเขาไม่มีสมาธิในการกิน จึงทำให้คนกลุ่มนี้สามารถทานอาหารได้เพิ่มมากขึ้น ในแต่ละมื้อของแต่ละวัน แน่นอนว่า โรคอ้วนย่อมถามหาได้ง่าย ๆ อย่างไม่ต้องสงสัย
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ก็เคยมีผลการวิจัยที่ค้นพบว่า การรับประทานอาหารขณะดูทีวี ก็ได้ผลลัพธ์เช่นเดียวกับการนั่งทานอาหารหน้าคอมพิวเตอร์ คือ คนจะทานอาหารได้มากขึ้น และมีแนวโน้มจะอ้วนได้ง่ายขึ้นนั่นเอง
รู้อย่างนี้แล้ว เลิกพฤติกรรมทานอาหารไป เล่นเกมไป ทำงานไป จะดีกว่านะคะ ก่อนพุงน้อย ๆ ที่ไม่พึงประสงค์จะถามหา
ที่มา : www.widemagazine.com
------------------------------------------------------------
คุณปัสสาวะถี่เกินไปหรือเปล่าคุณมีอาการอย่างนี้หรือเปล่า ปวดปัสสาวะบ่อย แม้จะมีน้ำปัสสาวะไม่เต็มกระเพาะปัสสาวะก็ตาม หรือต้องเข้าส้วมมากกว่า 20 ครั้งต่อวัน
โดย : kapook
ทั้งนี้ มีคนประมาณ 5-7 ล้านคนในประเทศเยอรมนีที่ต้องเก็บตัวไม่ไปไหนไกล ๆ ตกตอนกลางคืนก็นอนหลับไม่สบาย เพราะต้องเข้าห้องน้ำทุกชั่วโมง ซึ่ง ดร.ไฮซ์ โคลบ์ จากคลินิกสตรีในมหาวิทยาลัยไมนซ์ได้อธิบายว่า ส่วนใหญ่เกิดจากจิตใจ จึงควรไปพบแพทย์ เพราะมียารักษา หรือควรฝึกพฤติกรรมต่าง ๆ
อย่างเช่น การจดบันทึกและการฝึกเข้าห้องน้ำ โดยจดปริมาณน้ำที่ดื่ม และความถึ่ในการเข้าห้องน้ำ เพื่อจะได้เปลี่ยนแผนการดื่มน้ำ เช่น ดื่มในช่วงกลางคืนให้น้อยลง เพื่อจะได้ไม่ต้องเข้าส้วมบ่อย นอกจากนี้ ก็ควรควบคู่กับการฝึกเข้าห้องน้ำ โดยการเข้าให้น้อยลง โดยถ้าหากไม่ปวดก็ไม่ต้องเข้าและไม่เบ่ง ปล่อยให้ปัสสาวะเองตามธรรมชาติ
ดื่มน้ำอย่างเหมาะสม จะได้ไม่เข้าห้องน้ำบ่อย
ที่มา : kapook
----------------------------------------------------
เรียกว่าเบาหวานไม่เข้าใครออกใคร เพราะเบาหวาน เป็นภาวะไม่สมดุลของฮอร์โมนอินซูลินที่ควบคุมระดับน้ำตาลในร่างกาย
โดย : โรส มารี
ใครบอกว่าคนอ้วนเท่านั้น ถึงจะเป็นเบาหวาน !!
คนผอม หุ่นเพรียว ก็เป็นเบาหวานได้...
เรียกว่าเบาหวานไม่เข้าใครออกใคร เพราะเบาหวาน เป็นภาวะไม่สมดุลของฮอร์โมนอินซูลินที่ควบคุมระดับน้ำตาลในร่างกาย ทำให้ร่างกายไม่สามารถใช้น้ำตาลได้เต็มที่น้ำตาลที่มีอยู่จึงเข้าไปสู่กระแส เลือดในระดับสูงผิดปกติ ทำให้เกิดอาการผิดปกติตามมามากมาย
เพราะฉะนั้นถ้ามีเหตุอะไรก็ตามที่ทำให้อินซูลินอยู่ในภาวะไม่สมดุล เช่น ตับอ่อนซึ่งผลิตอินซูลินทำงานไม่ดี ก็จะทำให้เราเป็นเบาหวานได้โดยไม่จำเป็นต้องอ้วน
คือ ถ้าเราไม่ได้อ้วน แต่มีพ่อแม่หรือญาติโกโหติกาเป็นเบาหวาน หรือใช้ยาบางชนิด เช่น สเตียรอยด์ ยาขับปัสสาวะ ยาคุมกำเนิด เป็นประจำ ซึ่งจะทำให้ร่างกายมีการสร้างน้ำตาลมากขึ้น หรือตอบสนองต่ออินซูลินไม่ดี หรือเราอายุมากขึ้น ตับอ่อนทำงานไม่ดี ทำให้มีการสังเคราะห์อินซูลินได้น้อยลง หรือไปติดเชื้อไวรัสบางชนิด เช่น หัด หัดเยอรมัน คางทูม ที่มีผลต่อตับอ่อน รวมถึงตั้งครรภ์บ่อย ซึ่งร่างกายในช่วงนั้นมีการสร้างฮอร์โมนจากรกหลายชนิด มีผลยับยั้งการทำงานของอินซูลิน ...
เหล่านี้ละค่ะที่ทำให้คนไม่อ้วน มีโอกาสเป็นเบาหวานได้เหมือนกัน
หรือบางทีคนที่เป็นเบาหวานก็ผอมลงได้ด้วย ค่ะ เนื่องจากร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลมาเผาผลาญเป็นพลังงาน จึงหันมาเผาผลาญกล้ามเนื้อและไขมันแทน ทำให้คนเป็นเบาหวานผอมลง ไม่มีไขมัน กล้ามเนื้อฝ่อลีบ อ่อนเปลี้ย เพลียแรง
อาการอื่นก็มี รู้สึกกระหายน้ำบ่อย ดื่มน้ำมากกว่าปกติ เพราะเมื่อเกิดการคั่งของน้ำตาลในเลือดและอวัยวะต่างๆ ไตก็จะกรองน้ำตาลออกมาทางปัสสาวะ เราจะปัสสาวะบ่อย และมาก เนื่องจากน้ำตาลที่ออกมาทางไตดึงเอาน้ำออกมาด้วย ทำให้คนเป็นเบาหวานรู้สึกหิวน้ำบ่อย
อาการข้างเคียงเพียบ !
ถ้าปล่อยให้ร่างกายเผชิญกับเบาหวานนานๆ มันจะพานมีผลให้ระบบอื่นๆ ในร่างกายพลอยเสื่อมไปด้วย
อย่างแรกคือไต เพราะไตจะทำงานหนักในการขับน้ำตาลออกจากร่างกาย จะมีอาการบวม ซีด
หลอดเลือดแดงตีบตัน เพราะ น้ำตาลไปจับตัวที่ผนังหลอดเลือด ทำให้มีอาการชาที่ขา ปวดกล้ามเนื้อขา มีแผลเรื้อรังที่เท้า ปวดปลายนิ้วเท้าในตอนกลางคืน เป็นโรคหัวใจ ความดันผิดปกติ เกิดอาการวิงเวียน
ตาบอด เพราะปลายประสาทตาอักเสบ
ติดเชื้อง่าย ทำให้เป็นกรวยไตอักเสบ เป็นแผลเรื้อรัง
... การรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้ปกติในวันนี้ จะช่วยลดอาการแทรกซ้อนใน 5-10 ข้างหน้า
การตรวจวัดระดับน้ำตาลในร่างกาย
การตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดเป็นประจำ จะทำให้เรารู้สภาพร่างกายของเราเอง และดูแลควบคุมไม่ให้ระดับน้ำตาลสูงหรือต่ำเกินไป เป็นขั้นแรกของการรักษาเบาหวานค่ะ
ถ้าตรวจวัดแล้ว มีระดับน้ำตาลในเลือด 140-200 มก.ต่อเลือด 100 มล.ถือว่าเป็นไม่มากค่ะ (ในคนปกติ จะมีค่า 60-120 มก.ต่อเลือด 100 มก.) อาจไม่มีอาการผิดปกติให้เห็น
ในรายที่มีระดับน้ำตาลสูงกว่านั้นจะมี อาการให้เห็น เช่นสังเกตได้ว่า ปัสสาวะบ่อยและออกมาครั้งละมากๆ กระหายน้ำบ่อยๆ ดื่มน้ำมาก กินข้าวจุ อ่อนเปลี้ยเพลียแรง ฉี่มีมดขึ้น (ไม่เชื่อชิมดู...ฉี่จะหวาน เพราะน้ำตาลออกมาทางปัสสาวะ )
ดังนั้น การตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดถ้าพบว่ามีตัวเลขมีค่าสูงเท่าใด ก็แสดงว่าอาการของโรครุนแรงเท่านั้น
ต้องดูแลตัวเองอย่างสม่ำเสมอ
เบาหวาน เป็นโรคเรื้อรัง ต้องรักษาติดต่อกันเป็นเวลานานหรือเรื่อยไป ผู้ป่วยบางคนเข้าใจว่าหมอที่ตัวรักษาอยู่ไม่เก่ง ไม่หายขาดสักที จึงเปลี่ยนหมอไปเรื่อยๆ ทำให้การรักษาไม่ต่อเนื่อง หรือบางคนอาจจะหันไปพึ่งยาหม้อ สมุนไพรแทน ซึ่งอาจจะมีสเตียรอยด์
ทางที่ดีไม่ควรเปลี่ยนหมอที่ดูแลรักษา ตรวจวัดระดับน้ำตาลเป็นประจำ แล้วก็ ต้องดูแลตัวเองในวิถีชีวิตประจำวันอย่างดีด้วย ขอแนะนำว่า...
- กินอาหารให้ตรงเวลา ไม่เช่นนั้นอาจมีอาการใจสั่น วิงเวียน เพราะร่างกายขาดน้ำตาล
- ห้ามกินของหวานมาก ทั้งขนมและผลไม้ที่มีรสหวานจัด ใช้น้ำตาลเทียมแทน
- งดเหล้า เบียร์ เครื่องดื่มบำรุงกำลัง น้ำอัดลม เพราะมีน้ำตาลมาก
- งดบุหรี่ เพราะจะทำให้ผนังหลอดเลือดแดงแข็งเร็วขึ้น
- หลีกเลี่ยงอาหารรสเค็ม และอาหารสำเร็จรูป เช่น ไส้กรอก กุนเชียง เพราะจะทำให้ไตทำงานหนักขึ้น
- อย่ากินข้าวหรืออาหารประเภทแป้งมาก กินผักใบเขียวมากๆ
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ แต่อย่าหักโหม
- พักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงความเครียด วิตกกังวล
- ตรวจวัดระดับน้ำตาลเดือนละครั้ง
... ถึงไม่หายขาด แต่ก็ทำให้อยู่ดีมีสุข ไม่ลุกลามไปโรคอื่นๆ ได้ค่ะ
กินอะไรได้แค่ไหน
| อาหารประเภท | กินได้วันละ | 1 ส่วนเท่ากับ |
| นม | 2-4 ส่วน | 240 ซีซี. หรือนมผง 1/4 ถ้วยตวง |
| เนื้อสัตว์ | 2-3 ส่วน | 30 กรัม หรือไข่ 50 กรัม |
| ข้าวและแป้ง | 6-11 ส่วน | ข้าว 1/2 ถ้วยตวงหรือ 1 ทัพพี |
| ขนมปัง 1 แผ่น | ||
| ขนมจีน 2 จับ | ||
| ก๋วยเตี๋ยว 1/2 ถ้วยตวง | ||
| มะกะโรนีสุก 90 กรัม | ||
| วุ้นเส้นแช่น้ำ 1/2 ถ้วยตวง | ||
| มันเทศ 85 กรัม | ||
| ผัก | 3-5 ส่วน | 100 กรัม |
| ผักใบเขียวกินได้ไม่จำกัด | ||
| ผลไม้ | 2-4 ส่วน | กล้วย 1 ผล ส้ม 1 ผล มะละกอ 6 ชิ้น |
สับปะรด 6 ชิ้นคำ แตงโม 10 ชิ้น
(ขึ้นอยู่กับความหวาน)
|
ที่มา : momypedia
---------------------------------------------------------------
ป็นที่น่าตกใจสำหรับผู้หญิงทั้งหลายที่ ชอบรับประทานน้ำส้มคั้นเป็นประจำ เพราะมีผลการวิจัยจากเมือง ลุงแซมได้ระบุว่ากรดของ น้ำส้มคั้น
โดย : ไทยรัฐ
มีส่วนทำให้เคลือบฟันเสียความแข็งแกร่งลงถึง 84% สาว ๆ ที่ชอบรับประทานน้ำส้มคั้นควรจะระวังไว้ด้วยนะค่ะ
"ฟันสึก" เพราะ "น้ำส้มคั้น"
ศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยโรเชสเตอร์ อเมริกากล่าวเตือนว่า น้ำส้มคั้นมีฤทธิ์เป็นกรดกัดกร่อนฟันสึกหรอลงได้ ยิ่งกว่ายาฟอกสีฟันให้ขาวเสียอีก
คณะนักวิจัยของอาจารย์ยันแฟง เรน ได้พบในการศึกษาว่า น้ำยาไฮโรเจน เปอรอกไซด์ 6 เปอร์เซ็นต์ อันเป็นตัวยาผสมอยู่ในยาฟอกสีฟันให้ขาวที่มีวางขายอยู่ตามร้านจะกลายเป็นของ ธรรมดาเมื่อเทียบกับฤทธิ์ความเป็นกรดของน้ำส้มคั้น พวกเขาได้ประจักษ์ฤทธิ์เดชของมันจากการศึกษาโดยอาศัยกล้องจุลทรรศน์ส่องกวาด แนวตั้งอันใหม่ได้พบว่าน้ำยาฟอกสีฟันไม่ทำให้ความแข็งแกร่งหรือพื้นผิวของ เคลือบฟันบุบสลายแต่อย่างใด หากเคลือบฟันสึกหรอจะเป็นเหตุให้ฟันสึกกร่อนและผุเร็วขึ้นได้
เขากล่าวว่า "ฤทธิ์กรดของน้ำส้มคั้นแรงมากทำให้ฟันสึกหรอลงได้อย่างแท้จริงมันอาจทำให้เคลือบฟันเสียความแข็งแกร่งลงถึงร้อยละ 84" และเสริมว่า "เครื่อง ดื่มน้ำอัดลมเกือบทุกชนิดไม่ว่าเครื่องดื่มรสหวานที่ใส่น้ำโซดารสต่าง ๆ และน้ำผลไม้คั้นล้วนแต่มีธรรมชาติเป็นกรดทั้งสิ้น การศึกษาทำให้เห็นว่า ตัวอย่างน้ำส้มคั้นอาจทำให้ฟันสึกกร่อนอย่างสำคัญ เป็นที่ทราบกันมานานแล้วว่าน้ำส้มคั้นและเครื่องดื่มรสหวานที่ใส่น้ำโซดารส ต่าง ๆ มีความเป็นกรดสูง จึงเป็นอันตรายกับความแข็งแกร่งของเคลือบฟัน"
ยิ่งปล่อยให้ฟันกระทบกับเครื่อง ดื่มที่มีฤทธิ์เป็นกรดอยู่นานเท่าใดฟันก็อาจจะสึกหรอมากเท่านั้น ผู้ที่ค่อยดื่มกินเวลานานไม่ต่ำกว่า 20 นาที ย่อมถูกกัดกร่อนมากยิ่งกว่าผู้ที่ดื่มรวดเดียวเกลี้ยง
ที่มา : www.widemagazine.com
--------------------------------------------------------------------
เชื่อหรือไม่ว่าอาหารที่เราทานเข้าไปมี ผลส่งไปถึงความรู้สึกภายในและยังส่ง ผลไปถึงสิ่งที่เราจะมองเห็นได้ภายนอกอีกด้วย แต่คราวนี้เราไม่ได้มาพูดถึงเรื่องการลดน้ำหนัก เราจะพูดถึงเรื่องของผิวพรรณ
โดย : sanook
โดย : sanook
การ ทานอาหารเพื่อสุขภาพส่งผลให้เรามีผิวที่สวยและเราก็มีความสุขที่ได้รับ อาหารดีๆนั้นด้วย แล้วเราควรทานอะไรล่ะ วันนี้ผู้หญิงนะคะดอทคอมมีอาหารสำหรับผิวมาฝากกันค่ะ
1. น้ำ
เป็น ที่รู้กันดีว่าน้ำเป็นส่วนประกอบสำคัญในร่างกาย และเราก็ไม่ควรจะขาดน้ำ การดื่มน้ำเพียงพอจะช่วยให้ระบบทำงานอย่างลื่นไหล เช่น ระบบขับถ่าย, การประมวลผลทางความคิด และความสดชื่นของร่างกาย ยังไม่หมดแค่นั้น ค่ะ ยังช่วยขับสารพิษหรือของเสียต่างๆออกได้อีกด้วย น้ำจึงทำให้ผิวของเรากระจ่างใส ดูสดใส แล้วดื่มขนาดไหนถึงจะพอดีล่ะ คงต้องสังเกตจากสีของปัสสาวะค่ะ ถ้าเป็นสีเหลืออ่อน แสดงว่าเราได้รับน้ำเพียงพอ ถ้าสีเข้ม ก็ควรดื่มน้ำให้มากขึ้น
2. อาหารที่อุดมด้วย โอเมก้า 3
อาหาร อะไรบ้างน่ะเหรอ ยกตัวอย่างเช่น แซลมอน วอลนัท และถั่วต่างๆ ทาน อาหารเหล่านี้จะช่วยเพิ่มกรดไขมันที่จำเป็นสำหรับร่างกาย ทำให้ผิวดูเอิบอิ่มและสดใส โอเมก้า 3 ยังช่วยต้านการอักเสบ ซึ่งจะทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตดีขึ้น ทำให้ผิวหน้าของสาวๆเปล่งประกาย
3. อาหารที่อุดมด้วยซีเลเนียม
จาก การศึกษาทำให้พบประสิทธิภาพของแร่ธาตุชนิดนี้ ซึ่งช่วยป้องกันการเสื่อมของเซลล์ผิวหนังได้ อาหารที่อุดมด้วยซีเลเนียม ได้แก่ ธัญพืช ไก่งวงและทูน่า ถ้าอยากมีผิวที่ดูอ่อนวัยและช่วยให้ผิวเนียนนุ่ม ซีเลเนียมก็คือคำ ตอบค่ะ ถ้าไม่รู้จะทานอะไรดีลองทานซีเรียลที่เป็นธัญพืชในตอนเช้าก็ได้ แม้จะราคาสูงแต่รับรองว่าคุ้มค่า จะเติมเป็นผลไม้สดที่เราชอบลงไปด้วยเพื่อเพิ่มรสชาติก็ได้ค่ะ
4. ชาเขียว
ชา เขียวเนี่ย ในเมืองไทยเราก็นิยมดื่มกันพอสมควร เพราะรู้กันดีว่ามีประโยชน์แต่รู้มั้ยคะว่าสำหรับผิวเราแล้ว การดื่มชาเขียวช่วยลดความอยากอาหารลง และยังช่วยเผาผลาญแคลอรี่อีกด้วย สำคัญ จริงๆก็คงจะเรื่องที่ช่วยให้ผิวไม่แก่ก่อนวัยค่ะ แต่ประโยชน์จริงสำหรับเครื่องดื่มชาเขียว คือการช่วยลดการอักเสบ เหมือนกับโอเมก้า 3 ชาเขียวยังช่วยปกป้องเยื่อหุ้มเซลล์ผิว ทำให้ผิวดูสดใสขึ้น อวบอิ่มขึ้นและดูมีสุขภาพดี
5. อาหารที่อุดมด้วย วิตามินเอ
วิตามิน เอเป็นสิ่งสำคัญในการช่วยซ่อมแซมเซลล์ผิว เมื่อเราขาดวิตามินเอ ผิวจะแห้งและเป็นขุย ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ผู้หญิงเราต้องการเลยใช่มั้ยคะ หลายคนจึงให้ความสำคัญกับครีมที่มีวิตามินเอ เพื่อลดริ้วรอย ลดสิว แต่เราก็สามารถทานวิตามินเอจากอาหารได้ด้วยเหมือนกัน แหล่งอาหารชั้นยอดและราคาไม่แพงเกินไป ได้แก่แครอท บร็อคโคลี มันฝรั่งและเนย
ที่มา : www.widemagazine.com
------------------------------------------------------------
อาหารสุขภาพ
สูตรน้ำเพื่อสุขภาพ ล้างพิษ ผิวกระจ่างใส
วันนี้เรามาดูแลตัวเองให้มีสุขภาพแข็งด้วยสูตรน้ำเพื่อสุขภาพกันเถอะค่ะ โดย : Teenpath
นอกจาก สูตรน้ำเพื่อสุขภาพ นี้จะช่วยให้คุณนั้นล้างพิษขับของเสียออกจากร่างกายแล้ว ด้วย สูตรน้ำเพื่อสุขภาพ นี้ยังจะช่วยให้คุณนั้นมีผิวพรรณที่กระจ่างใสแถมยังทำให้คุณดูเด็กและอ่อน เยาว์อีกด้วยนะค่ะ หลาย ๆ ท่านคงจะอยากรู้ สูตรน้ำเพื่อสุขภาพ นี้กันแล้วใช่ไหมค่ะ นั้นเรามาเริ่มสูตรน้ำเพื่อสุขภาพนี้ไปพร้อมกันเลยดีกว่าค่ะ อร่อยแล้วยังได้ประโยชน์ต่อสุขภาพอีกด้วยเนอะ
สูตรน้ำเพื่อสุขภาพ
ส่วนผสมร่วมเติมสุขภาพให้ผิวยังมี เสาวรส อัดแน่นด้วยวิตามินซี และสารอาหารที่ใกล้เคียงกับมะม่วง อย่าง เบตาแคโรทีน แคลเซียม แมกนีเซียม โพแทสเซียม และวิตามินบี 3อีกอย่าง คือ แอปเปิ้ล ช่วยล้างพิษ และลดความตึงเครียด เพราะมีโพแทสเซียม กำมะถัน เหล็ก แมกนีเซียม วิตามินบี1 บี2 และบี6 โดยในสูตรนี้เลือกใช้แอปเปิ้ลแดง
สำหรับส่วนผสมที่ต้องเตรียม ประกอบด้วย
- แพชันฟรุต (เสาวรส) 1 ถ้วย
- มะม่วงสุก 1 ถ้วย
- แอปเปิ้ลแดง 2 ถ้วย
- น้ำแข็งป่น 1 ถ้วย
ขั้นตอนการผสมเริ่มจากคว้านเอาแต่เนื้อและเมล็ดของแพชันฟรุตออกมาแล้วสับพอ หยาบ ปอกเปลือกมะม่วงหั่นเป็นชิ้นขนาดพอประมาณ ต่อด้วยการหั่นแอปเปิ้ลพร้อมเปลือกเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าโดยไม่ต้อง คว้านเอาแกนออกนำผลไม้ทั้ง 3 ชนิดไปสกัดด้วยเครื่องสกัดน้ำผักและผลไม้ เทใส่แก้วเติมน้ำแข็งป่นเพิ่มความเย็นสดชื่นดื่มได้ทันที
ที่มา : n3k
------------------------------------------------------------
ในยุคที่กระแสคนรักสุขภาพกำลังได้รับความสนใจจากคนทั่วโลก รวมทั้งคนไทย การกินเพื่อสุขภาพคือสิ่งที่จำเป็นที่จะต้องให้ความใส่ใจ
โดย : www.newswit.com
อ.กัญชลี ทิมาภรณ์ นักโภชนาการโรงพยาบาลพระรามเก้า ให้ข้อมูลว่า อาหารและสุขภาพเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกัน การเกิดโรคบางชนิดก็มีสาเหตุส่วนหนึ่งจากการกินอาหารที่ไม่เหมาะสม หลายคนเคยหลงรูป รส หรือความสะดวกรวดเร็วของอาหารที่แฝงไปด้วยพิษภัยอย่างเงียบๆ เช่น ฟาสต์ฟูด อาหารสำเร็จรูป เบเกอรี่ ขนมขบเคี้ยว น้ำอัดลมฯลฯ ซึ่งเป็นวัฒนธรรมการกินที่ผิดและตกยุค
ทั้งนี้ ปัจจุบันคนทั่วโลกต่างให้ความสนใจและหันมาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น จนเกิดกระแสรักสุขภาพและการกินเพื่อสุขภาพตามมา ดังนั้น จึงขอแนะนำ 7 เคล็ดลับการกินเพื่อสุขภาพเพื่อให้นำไปใช้กัน
ทั้งนี้ ปัจจุบันคนทั่วโลกต่างให้ความสนใจและหันมาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น จนเกิดกระแสรักสุขภาพและการกินเพื่อสุขภาพตามมา ดังนั้น จึงขอแนะนำ 7 เคล็ดลับการกินเพื่อสุขภาพเพื่อให้นำไปใช้กัน
1.ทานอาหารเช้าเป็นประจำ เพราะ มื้อเช้าเป็นมื้อที่สำคัญที่สุดและควรเป็นมื้อที่มีคุณค่าครบทั้ง 5 หมู่ในปริมาณที่เหมาะสม เพราะนอกจากจะช่วยเติมพลังให้ร่างกายและสมองแล้ว ยังช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเส้นเลือดช่วยให้การเผาผลาญพลังงานดีขึ้น
2.เลือกอาหารจากธรรมชาติไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ข้าวบาร์เลย์(มอลต์) ถั่ว ข้าวสาลี (โฮลวีต) เมล็ดทานตะวัน เป็นต้น ซึ่งอาหารเหล่านี้มีคุณค่าทางโภชนาการสูง เป็นแหล่งรวมของแร่ธาตุ วิตามิน โปรตีนที่ปราศจากคอเลสเตอรอลและคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน มีสารแอนติออกซิแดนท์ ใยอาหารและปัจจัยอื่นช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ นอกจากนี้ยังช่วยลดคอเลสเตอรอลและความดันโลหิตได้ หรืออาจเลือกอาหารที่มีส่วนผสมของธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ขนมปังโฮลวีต ซีเรียลจากมอลต์ เป็นต้น
3.เพิ่มผักผลไม้ในมื้ออาหารและทานเป็นประจำ เพื่อ เพิ่มวิตามิน เกลือแร่และสารอื่นๆ ที่จำเป็นต่อร่างกาย ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ ช่วยนำคอเลสเตอรอลและสารก่อมะเร็งบางชนิดออกจากร่างกาย ทำให้ลดการสะสมของสารก่อมะเร็งบางชนิด และมีกากใยช่วยในการขับถ่าย ช่วยให้กระบวนการต่างๆ ในร่างกายดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
4.ลดขนมขบเคี้ยวและขนมอบ ที่มีแต่ไขมัน เกลือ น้ำตาลและสารปรุงแต่งอื่นๆ ที่ ส่งผลเสียต่อสุขภาพ หากอยากทานขนมอาจหันมาทานขนมที่มีส่วนผสมของธัญพืชเพื่อเพิ่มคุณค่าทาง โภชนาการให้กับขนมที่มีประโยชน์น้อย อย่างไรก็ตาม ควรทานในปริมาณที่เหมาะสมเท่านั้น
5.กินปลา ไข่และเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน อาหาร เหล่านี้เป็นแหล่งโปรตีนที่ดี ช่วยเสริมสร้างร่างกายในผู้เยาว์และซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่เสื่อมสลายในผู้สูง วัย เป็นส่วนประกอบของสารสร้างภูมิคุ้มกันโรคติดเชื้อ ช่วยลดความเสี่ยงของโรคอ้วน ไขมันในเส้นเลือดสูง เป็นต้น
6.ดื่มเครื่องดื่มเพื่อสุข��าพแทนน้ำหวาน น้ำอัดลม หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่ง มีน้ำตาลสูง การดื่มน้ำผักผลไม้ก็เป็นทางเลือกที่ดีเพราะอุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ ทั้งคาร์โบไฮเดรต โปรตีน วิตามินและแร่ธาตุกว่า 50 ชนิด เหมาะกับคนทุกเพศทุกวัน
7.ดื่มน้ำและนมให้เป็นนิสัย ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว เพื่อ ช่วยระบบขับถ่ายและมีน้ำหล่อเลี้ยงในเซลล์ต่างๆ ของร่างกาย และควรดื่มนมอย่างน้อยวันละ 1-2 แก้ว ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ เพราะนมอุดมไปด้วยคุณค่าโภชนาการสูง ช่วยในการเจริญเติบโตของเด็กๆ ช่วยให้กระดูกและฟันแข็งแรง โดยชนิดของนม ขึ้นอยู่กับวัย หากเป็นเด็กทีกำลังเจริญเติบโตควรเป็นนมจืดธรรมดา แต่ในผู้สูงอายุควรเป็นนมพร่องมันเนยเพื่อมีส่วนช่วยลดคอเลสเตอรอล
“การกินเพื่อสุขภาพมีหลากหลายวิธี อยู่ที่ใครจะเลือกปฏิบัติแบบใด แต่หลักง่ายๆ คือทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ครบทุกมื้อ แต่เลือกชนิดและปริมาณที่เหมาะสม นอกจากนี้ยังต้องออกกำลังกายควบคู่ไปด้วยจึงจะมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง อารมณ์ที่สดใส และห่างไกลจากโรคร้ายต่างๆ” อ.กัญชลี ให้คำแนะนำทิ้งท้าย
2.เลือกอาหารจากธรรมชาติไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ข้าวบาร์เลย์(มอลต์) ถั่ว ข้าวสาลี (โฮลวีต) เมล็ดทานตะวัน เป็นต้น ซึ่งอาหารเหล่านี้มีคุณค่าทางโภชนาการสูง เป็นแหล่งรวมของแร่ธาตุ วิตามิน โปรตีนที่ปราศจากคอเลสเตอรอลและคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน มีสารแอนติออกซิแดนท์ ใยอาหารและปัจจัยอื่นช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ นอกจากนี้ยังช่วยลดคอเลสเตอรอลและความดันโลหิตได้ หรืออาจเลือกอาหารที่มีส่วนผสมของธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ขนมปังโฮลวีต ซีเรียลจากมอลต์ เป็นต้น
3.เพิ่มผักผลไม้ในมื้ออาหารและทานเป็นประจำ เพื่อ เพิ่มวิตามิน เกลือแร่และสารอื่นๆ ที่จำเป็นต่อร่างกาย ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ ช่วยนำคอเลสเตอรอลและสารก่อมะเร็งบางชนิดออกจากร่างกาย ทำให้ลดการสะสมของสารก่อมะเร็งบางชนิด และมีกากใยช่วยในการขับถ่าย ช่วยให้กระบวนการต่างๆ ในร่างกายดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
4.ลดขนมขบเคี้ยวและขนมอบ ที่มีแต่ไขมัน เกลือ น้ำตาลและสารปรุงแต่งอื่นๆ ที่ ส่งผลเสียต่อสุขภาพ หากอยากทานขนมอาจหันมาทานขนมที่มีส่วนผสมของธัญพืชเพื่อเพิ่มคุณค่าทาง โภชนาการให้กับขนมที่มีประโยชน์น้อย อย่างไรก็ตาม ควรทานในปริมาณที่เหมาะสมเท่านั้น
5.กินปลา ไข่และเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน อาหาร เหล่านี้เป็นแหล่งโปรตีนที่ดี ช่วยเสริมสร้างร่างกายในผู้เยาว์และซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่เสื่อมสลายในผู้สูง วัย เป็นส่วนประกอบของสารสร้างภูมิคุ้มกันโรคติดเชื้อ ช่วยลดความเสี่ยงของโรคอ้วน ไขมันในเส้นเลือดสูง เป็นต้น
6.ดื่มเครื่องดื่มเพื่อสุข��าพแทนน้ำหวาน น้ำอัดลม หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่ง มีน้ำตาลสูง การดื่มน้ำผักผลไม้ก็เป็นทางเลือกที่ดีเพราะอุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ ทั้งคาร์โบไฮเดรต โปรตีน วิตามินและแร่ธาตุกว่า 50 ชนิด เหมาะกับคนทุกเพศทุกวัน
7.ดื่มน้ำและนมให้เป็นนิสัย ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว เพื่อ ช่วยระบบขับถ่ายและมีน้ำหล่อเลี้ยงในเซลล์ต่างๆ ของร่างกาย และควรดื่มนมอย่างน้อยวันละ 1-2 แก้ว ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ เพราะนมอุดมไปด้วยคุณค่าโภชนาการสูง ช่วยในการเจริญเติบโตของเด็กๆ ช่วยให้กระดูกและฟันแข็งแรง โดยชนิดของนม ขึ้นอยู่กับวัย หากเป็นเด็กทีกำลังเจริญเติบโตควรเป็นนมจืดธรรมดา แต่ในผู้สูงอายุควรเป็นนมพร่องมันเนยเพื่อมีส่วนช่วยลดคอเลสเตอรอล
“การกินเพื่อสุขภาพมีหลากหลายวิธี อยู่ที่ใครจะเลือกปฏิบัติแบบใด แต่หลักง่ายๆ คือทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ครบทุกมื้อ แต่เลือกชนิดและปริมาณที่เหมาะสม นอกจากนี้ยังต้องออกกำลังกายควบคู่ไปด้วยจึงจะมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง อารมณ์ที่สดใส และห่างไกลจากโรคร้ายต่างๆ” อ.กัญชลี ให้คำแนะนำทิ้งท้าย
ที่มา : www.newswit.com
---------------------------------------------------------------------
สารอาหารบางสิ่งที่ช่วยเผาพลาญไขมันอาจ ช่วยทำให้เราผอมได้ แต่บางอย่างก็ยังไม่สามารถบอกได้อย่างแท้จริงว่า มีสรรพคุณต่อร่างกายอย่างไร ยกตัวอย่างเช่น
โดย : สำนักข่าวไทยอ.ส.ม.ท
ที่มา : สำนักข่าวไทยอ.ส.ม.ท
--------------------------------------------------------------

























